[Fic] Devil survivor 2 : BetaCeti's sequel [YamaHibi]

posted on 04 Aug 2013 18:45 by ririn-rhyme in Fiction directory Fiction



Title :
BetaCeti's sequel (デネブ・カイトスのシークエル)
Pairing :
Yamato x Hibiki
Rate :
PG-15
Gerne :
Romance , Comedy , Drama
Fandom : Devil survivor 2
Timeline : Anime , New World 
 
               -------------------------------------------------------------------------------------


               

                ความรักของพวกเรา เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาเจ็ดวัน..


                หากเป็นช่วงเวลาเจ็ดวันของคนทั่วไป คงจะกล่าวได้ว่ามันช่างน้อยนิดเสียเหลือเกิน เวลาเพียงแค่เจ็ดวันจะเพียงพอที่จะทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ หรือเข้าไปสัมผัสตัวตนของใครคนหนึ่งจนเรียกได้ว่ามันคือความรักได้อย่างไร

                หากแต่เจ็ดวันของพวกเรา คือเจ็ดวันก่อนที่โลกจะล่มสลาย..

                ทั้งการพบพาน ทั้งการจากจร ทั้งความสุข ทั้งความเศร้า ทุกสิ่งทุกอย่างมากมายที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาเจ็ดวันที่ไม่รู้เสียด้วยซ้ำว่าวันข้างหน้าจะมีอยู่ต่อไปอีกหรือไม่ คนสองคนที่ต้องเดินทางผ่านช่วงเวลาแห่งการได้รับ และในขณะเดียวกันก็เป็นช่วงเวลาแห่งการสูญเสีย เคยมีคำกล่าวที่ว่ากันว่า..การลาจากจะสอนอะไรให้เราได้มากมาย หากมันไม่ใช่สิ่งสุดท้ายของชีวิต

                และพวกเราก็เป็นคนที่ได้รับโอกาสนั้น โอกาสที่จะกลับมาเริ่มต้นใหม่ด้วยกันอีกครั้ง..

                คงไม่เกินจริงนัก หากจะบอกว่าพวกเราคงเป็นคนที่รู้จักความหมายของการมีชีวิตอยู่ดียิ่งกว่าใคร และนั่นเป็นเหตุผลให้การมีชีวิตอยู่ในแต่ละวันนั้นเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุด พร้อมที่จะร่วมกันก้าวเดิน ประคับประคองกันด้วยความรักและความเข้าใจ...

                .
                .
                .

                ซะเมื่อไหร่ล่ะ...

 

 

 

                “หมายความว่ายังไงที่ว่าไม่ได้น่ะ ยามาโตะ!”


                เสียงตะโกนดังออกมามาจากห้องทำงานส่วนตัวของผู้นำสูงสุดแห่ง JP’s  พร้อมกับเสียงฝ่ามือหนักๆกระทบลงบนโต๊ะ เรียกความสนใจจากเหล่าลูกน้องประจำการที่อยู่ภายนอกให้ละสายตาขึ้นจากงานในมือของตนเพียงชั่วครู่ ก่อนจะหันกลับไปทำงานต่อดังเดิม แม้จะไม่เห็นด้วยสายตาก็รู้ได้ไม่ยากว่าเจ้าของเสียงคือใคร เนื่องจากคนที่จะต่อกรกับผู้บัญชาการของพวกเขาได้คงไม่มีใครอื่นอีกแล้ว

                “ไม่ได้ก็คือไม่ได้ จะมีอะไรให้ต้องพูดซ้ำ?”

                ท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดภายในห้อง ยามาโตะ โฮซึอินยกมือขึ้นกอดอกพลางใช้สายตาคมกริบมองเด็กหนุ่มร่างเล็กกว่าที่อยู่ห่างกันเพียงโต๊ะคั่น ซึ่งอีกฝ่ายก็จ้องกลับมาอย่างไม่มีใครยอมใคร นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างบัดนี้ฉายแววขุ่นเคืองออกมาอย่างเห็นได้ชัด

                “แต่นายไม่มีสิทธิจะ...”

                “นายแค่ทำตามที่ฉันพูดก็พอ รู้ไว้ซะ”

                “ยามาโตะ นายนี่มัน!”

                เสียงสนทนาดำเนินต่อไปอีกหลายประโยค ก่อนจะตามมาด้วยเสียงเปิดและเหวี่ยงประตูกระแทกปิดดังปัง พร้อมกับร่างของใครบางคนที่เดินกระแทกเท้าออกไปด้วยความโมโห ลูกน้องคนหนึ่งซึ่งบังเอิญโชคร้ายรับหน้าที่มาส่งเอกสารวันนี้ทำได้แต่หันมองแผ่นหลังของคนที่เพิ่งผลุนผลันออกไปสลับกับประตูด้วยความสับสน  จนรุ่นพี่ต้องเดินมาตบบ่าพลางบอกว่าไม่มีอะไรที่ต้องใส่ใจ

                ก็แค่กิจวัตรประจำวันเท่านั้นเอง..

 

 


                หลังจากวันนั้น ผ่านมาจนถึงตอนนี้ก็เป็นเวลาเกือบหนึ่งปีแล้ว..

                เจ็ดวันแห่งการพบพาน เจ็ดวันแห่งการจากลา..หลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นภายในช่วงเวลาแห่งการเอาชีวิตรอด ความปวดร้าว ความโศกเศร้า ความสิ้นหวัง ไม่มีสิ่งใดชวนให้น่าจดจำเลยแม้แต่น้อย

                ยกเว้นเพียงแต่ว่า..เจ็ดวันนั้นนำพาให้เขาได้พบกับ ‘คนสำคัญ’ ที่สุดในชีวิต

                “ยามาโตะ บ้าที่สุด!”  หมอนถูกเหวี่ยงฟาดกับผนังเป็นเครื่องระบายความหงุดหงิด เด็กหนุ่มเจ้าของเรือนผมสีดำสนิททรุดตัวลงนั่งบนเตียงพลางถอนหายใจยาวออกมา หลังเวลาผ่านไปก็รู้สึกสงบจิตใจขึ้นมาได้บ้างเล็กน้อย หากแต่ยามเมื่อครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ก็อดฉุนขึ้นมาอีกไม่ได้

                ทั้งที่ไดจิอุตส่าห์นัดหลังจากไม่ได้เจอหน้ากันมานานแท้ๆ พอบอกยามาโตะก็กลับอารมณ์เสียขึ้นมาทันที แถมสั่งห้ามไม่ให้เขาออกไปไหน ยังดีที่อาจจะเกรงใจเขาอยู่บ้างจนไม่ถึงกับสั่งลูกน้องมาเฝ้ายามหน้าห้อง แต่ยังไงนี่มันก็เผด็จการเกินไปแล้ว!

                “สุดท้าย..วันนี้ก็ทะเลาะกันอีกจนได้” เอื้อมมือออกไปคว้าหมอนใบเดิมกลับมากอดไว้แนบอก  นัยน์ตาสีฟ้าหม่นลงเมื่อเรื่องของใครคนนั้นวนเวียนเข้ามาในห้วงความคิด

                ‘ฉันน่าจะตามหานายให้เจอเร็วกว่านี้’

                ย้อนกลับไปยังวันแห่งการล่มสลาย..นับตั้งแต่วินาทีที่เขาได้ยินประโยคนี้จากปากของใครคนหนึ่ง เขาก็เข้าใจได้ในทันทีว่า ความปรารถนาเพียงหนึ่งเดียวที่เขาต้องการจะขอคืออะไร..

                ไม่ใช่การช่วยเหลือมวลมนุษย์ ไม่ใช่การเป็นผู้กอบกู้โลก ไม่ใช่สิ่งอื่นใดทั้งนั้น


                แต่เป็นโอกาสที่จะอยู่เคียงข้างคนสำคัญที่สุดของเขาอีกครั้งต่างหาก


                ริมฝีปากบางคลี่รอยยิ้มเศร้าออกมาเล็กน้อย บางทีเขาคงจะเป็นคนเห็นแก่ตัวอย่างไม่น่าให้อภัย หากแต่เขากลับนึกขอบคุณเหตุการณ์ครั้งนั้น ที่ทำให้เขาเข้าใจสิ่งที่รบกวนอยู่ในจิตใจของตนเองมาเนิ่นนาน ว่าความจริงแล้วสิ่งที่ทำให้เขาทำเพื่อยามาโตะถึงขนาดนี้มันไม่ใช่ ‘ความรับผิดชอบ’ หรือ ‘ความเป็นเพื่อน’

                แต่เป็นสิ่งยากจะเข้าใจที่เรียกว่า ‘ความรัก’

                และคำคำนั้นคือสิ่งที่ทำให้เขาตัดสินใจเข้ามาทำงานที่ JP’s หลังเรียนจบมัธยมปลาย ตลอดหนึ่งปีที่อยู่ร่วมกันมาก็มีเหตุการณ์หลายอย่างเกิดขึ้น หากแต่สิ่งที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลยคือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับยามาโตะที่ยังคงคลุมเครือ

                “ยามาโตะ..คิดยังไงกับฉันกันแน่นะ..” แม้ เขาจะรู้ตัวดีว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาเกินคำว่า‘เพื่อน’ไปมากแล้ว  แต่ก็ไม่แน่ใจว่าจะอยู่ในสถานะที่เรียกว่า‘คนรัก’ได้หรือเปล่า แม้จะมีปฏิสัมพันธ์แบบที่คนรักทำกันอย่างการกอดหรือจูบ แต่เขาก็ยังไม่เคยได้ยินคำว่ารักจากปากยามาโตะเลยสักครั้ง

                แม้เขาจะเข้าใจว่าคนอย่างโฮซึอิน ยามาโตะคงไม่พูดคำว่ารักออกมาง่ายๆ แต่หลายครั้งหลายครามันก็ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่า..ความรู้สึกของอีกฝ่ายเหมือนกับเขาจริงๆหรือเปล่า?

                “ไม่สิ จะคิดอย่างนั้นได้ยังไงล่ะ..” เด็กหนุ่มส่ายหน้าเบาๆให้กับความคิดของตนเอง ก่อนจะล้มตัวลงบนเตียง นัยน์ตากวาดมองไปรอบห้องเดิมอันแสนคุ้นเคยที่เขาใช้มาตั้งแต่วันแรกที่มาเยือน JP’s วันอาทิตย์แห่งการเริ่มต้น วันที่ได้พบหน้าอีกฝ่ายครั้งแรก..คิดแล้วก็อดยิ้มออกมาไม่ได้

                ไม่ว่าเมื่อไหร่เขาก็จะเชื่อมั่นในตัวยามาโตะ

                แต่ถึงอย่างนั้น..ความสัมพันธ์ที่ไม่แน่นอนของพวกเขาก็อาจต้องสิ้นสุดลงสักวัน ยามาโตะเองก็มีภาระที่ต้องทำ การที่จะดูแลตระกูลโฮซึอินต่อไปได้ จำเป็นที่จะต้องมีผู้สืบทอด.. และเขาก็ไม่ใช่คนเหมาะสมที่จะอยู่ข้างกายอีกฝ่าย ไม่มีทางที่ความสัมพันธ์นี้จะอยู่ได้อย่างยั่งยืนตลอดไป

                ขอเพียงแค่..ช่วงเวลานี้จะสามารถยืดยาวต่อไปได้อีกสักเพียงเล็กน้อยก็คงดี

                สรรพเสียงรอบข้างดูเหมือนจะห่างไกลออกไปเสียทุกที ก่อนที่สติสัมปชัญญะจะจมดิ่งสู่ความมืดมิดไปพร้อมกับเปลือกตาที่ปิดลงช้าๆ..

 





                “อยู่หรือเปล่า ฟุมิ”


                มาโคโตะ ซาโกะเลื่อนประตูห้องทำงานออกอย่างเบามือหลังจากส่งเสียงเรียกแล้วไม่มีเสียงตอบรับจากคนภายใน ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องผิดปกติแม้แต่น้อย

                เมื่อแน่ใจว่าอีกฝ่ายได้ยินแล้วจึงย่างเท้าเข้าไปในห้องอันมืดสลัว รอบด้านมีเพียงแสงไฟเลือนลางจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ มีเพียงเสียงนิ้วมือเคาะแป้นพิมพ์เป็นจังหวะที่แสดงให้เห็นถึงการมีตัวตนอยู่ของเจ้าของห้อง

                “มาหาถึงนี่มีอะไรเหรอซาโกจจิ?” แม้สายตาจะยังจับจ้องอยู่ที่หน้าคอมพิวเตอร์ แต่เจ้าตัวก็สามารถรับรู้ได้ไม่ยากว่าคนที่เข้ามาเป็นใคร ริมฝีปากบางหยักยิ้มขึ้นมาเล็กน้อย

                 “ไม่คิดเหรอว่า ช่วงนี้หัวหน้ากับคุเสะทะเลาะกันบ่อยเกินไปแล้วน่ะ?” หญิงสาวเอนกายพิงกำแพงข้างตัว เมื่อเดินผ่านหน้าห้องทำงานของหัวหน้าวันนี้ก็ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคนเข้าโดยบังเอิญ แม้จะรู้ดีว่ามันไม่ใช่เรื่องที่เธอควรยุ่ง..แต่บ่อยครั้งเข้าก็อดเป็นห่วงขึ้นมาไม่ได้

                “ก็ไม่เห็นมีอะไรแย่นี่ คนรักกันทะเลาะกันบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา” น้ำเสียงราบเรียบเดาอารมณ์ไม่ถูกอันเป็นเอกลักษณ์ตอบรับกลับมา หากเป็นคนทั่วไปคงไม่ทันรู้สึกตัว แต่คนใกล้ชิดอย่างมาโคโตะรับรู้ได้แทบจะทันทีว่าวันนี้เพื่อนสาวของเธออารมณ์ดีจนผิดปกติ

                “ฟุมิ กำลังทำอะไรอยู่น่ะ?” แปลกเสียจนอดที่จะทักไม่ได้..

                “ของขวัญ” ฟุมิตอบสั้นๆพลางมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เบื้องหน้าอย่างพึงพอใจในผลงานของตน รอยยิ้มมีเลศนัยทำให้คนมองถึงกับรู้สึกเย็นวาบขึ้นมาโดยไม่รู้สาเหตุ ยามที่คนคนนี้ตั้งใจทำอะไรสักอย่างถึงขนาดนั้น มันช่างเป็นลางเหตุบอกถึงความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นในอนาคต..

                นัยน์ตาคมที่มักจะอ่านยากอยู่เสมอของหญิงสาวมองผลงานชิ้นโบว์แดงของตนด้วยความรู้สึกตื่นเต้นที่ฉายชัดอย่างปิดไม่มิด “บางทีหลังจากนี้สองคนนั้นอาจจะไม่มีเวลาทะเลาะกันสักเท่าไหร่แล้วล่ะมั้ง” มาตรวัดค่าตัวเลขมากมายบนหน้าจอแสดงให้เห็นว่าผลงานของเธอประสบความสำเร็จด้วยดี ช่างคุ้มค่ากับการทดลองตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเสียจริงๆ

                “ซาโกจจิ ช่วยไปตามหัวหน้ากับคุเสะมาที่นี่หน่อยได้มั้ย?”

 





                เสียงเคาะประตูปลุกเขาจากภวังค์แห่งนิทรา..


                “คุเสะ.. ฉันปิดได้หรือเปล่า..” น้ำเสียงลังเลที่ได้ยินไม่บ่อยนักของหญิงสาวดังมาจากหน้าห้อง เหตุการณ์ซึ่งราวกับปรากฎการณ์เดจาวูส่งผลให้เด็กหนุ่มหายง่วงงุนเป็นปลิดทิ้ง ร่างบางลุกขึ้นจากเตียงแทบจะทันที นัยน์ตาสีฟ้ากวาดมองรอบตัว ก่อนจะถอนหายใจออกมาเมื่อค้นพบว่าเขายังคงอยู่ใน‘โลก’ใบเดิม

                สถานที่แห่งนี้คือโลกของพวกเขา.. ไม่ใช่โลกแห่งการทดสอบใบนั้นอีกต่อไปแล้ว..

                “เดี๋ยวผมออกไปครับ มาโคโตะซัง” มือเรียวคว้าเสื้อนอกที่พาดไว้ที่หัวเตียงกลับมาสวมใส่ดังเดิม  โดยไม่ลืมจะจับฮู้ดขึ้นคลุมศีรษะเพื่อปกปิดทรงผมที่ยุ่งเหยิงจากการนอนหลับ หูกระต่ายซึ่งทิ้งน้ำหนักลงตามแรงโน้มถ่วงขยับไหวตามจังหวะการก้าวเดินของเจ้าของร่างยามเดินไปเปิดประตูให้แก่ผู้มาเยือน

                “ถ้ารบกวนเวลาส่วนตัวก็ต้องขอโทษด้วย พอดีว่าฟุมิมีธุระสำคัญที่ต้องคุยกับนาย...”

                มาโคโตะพยายามอธิบายเหตุผลจากสถานการณ์ระหว่างที่พาอีกฝ่ายเดินลงไปยังห้องทดลองของศาตราจารย์สาวประจำองค์กร หากแต่หน้าที่ได้รับมอบหมายในครั้งนี้เป็นเพียงความเอาแต่ใจของเพื่อนสาวของเธอเท่านั้น เมื่อหาเหตุผลที่เข้าท่าไม่ได้ ท่าทีของคนจริงจังอยู่เสมออย่างเธอจึงได้ดูกระวนกระวายนัก

                “ไม่รบกวนอะไรหรอกครับ ผมแค่เผลอหลับไปเท่านั้นเอง” เด็กหนุ่มตอบกลับพร้อมกับรอยยิ้ม แม้ตอนแรกจะตกใจอยู่บ้าง แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ก็ทำให้เขานึกถึงความทรงจำที่ห่างหายไปนานขึ้นมา.. เจ้าตัวจะรู้ไหมนะว่าในโลกอีกใบหนึ่งนั้นก็เคยเกิดเหตุการณ์เช่นเดียวกันนี้มาก่อน..

                ซึ่งมันก็พาลทำให้เขาหวนคิดถึงเหตุการณ์ต่างๆนาๆที่มีร่วมกับใครคนนั้นขึ้นมาเสียทุกที

                คิดไปเรื่อยเปื่อยจนสองเท้าพาร่างก้าวมาจนถึงหน้าประตูห้องตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ ในทันทีที่ประตูเลื่อนเปิดออก คนไม่ทันตั้งตัวก็ถึงกับแทบจะกระโดดถอยหลังไปสามก้าว เมื่อนัยน์ตาสีฟ้าสบเข้ากับนัยน์ตาสีม่วงคมกริบของบุคคลที่ยืนอยู่ก่อนเข้าอย่างจัง

                “ย..ยามาโตะ ทำไมนายถึงมาอยู่ที่นี่..” เอ่ยด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักเนื่องจากสมองไม่สามารถประมวลผลได้ทัน การที่ต้องมาเจอหน้ากันกะทันหันหลังจากเพิ่งทะเลาะกันไปคงไม่ใช่เรื่องที่ดีนัก..

                ร่างสูงกว่าทำเพียงแค่เลิกคิ้วนิดๆ ก่อนจะหันไปเอ่ยกับหญิงสาวในบังคับบัญชาที่ยืนอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลนักแทนคำตอบ “ฮิบิกิก็มาแล้ว ตกลงว่ามีเรื่องอะไร?”

                “ธุระที่ว่า..ถึงขนาดต้องเรียกยามาโตะมาด้วยเหรอครับ” ฮิบิกิขยับเข้าไปกระซิบถามมาโคโตะเบาๆ ดูท่าทางแล้วฝ่ายนั้นจะถูกเรียกมาด้วยการเอาชื่อเขาไปใช้แทนข้ออ้าง การที่ต้องให้ยามาโตะทิ้งการทำงานอันแสนสำคัญมาแบบนี้ ดูท่าทาง ‘ธุระ’ นี้คงไม่ใช่เรื่องเล็กๆเสียแล้ว

                หญิงสาวทำหน้าบอกไม่ถูกอยู่ครู่หนึ่ง “คือว่าเรื่องนั้น...”

                “ถ้าทั้งสองคนไม่มาด้วยกัน ‘ของขวัญ’ก็ไม่มีความหมายน่ะสิ”

                น้ำเสียงราบเรียบขัดขึ้นพร้อมกับประตูห้องชั้นในที่เลื่อนเปิดออก เรียกสายตาสามคู่ให้หันไปมองเป็นจุดเดียว หญิงสาวเจ้าของเรือนผมสั้นสีดำสนิทในชุดกี่เพ้าสีขาวคลุมทับด้วยเสื้อคลุมประจำการของ JP’s ก้าวออกมาด้วยท่าทีไม่ทุกข์ร้อน รอยยิ้มกว้างแฝงเลศนัยยังคงอ่านยากเช่นเคย

                “ของขวัญ?” เด็กหนุ่มเอียงคอเล็กน้อยกับคำที่ฟังดูไม่เข้ากับสถานการณ์แม้แต่น้อย เมื่อหันไปมองคนสูงกว่าข้างตัวก็เหมือนเจ้าตัวจะมีปฏิกิริยาขึ้นมา แต่เพียงแค่ชั่วขณะก็กลับไปสงบนิ่งดังเดิม ยิ่งทำให้ความสงสัยเพิ่มทวีขึ้นไปอีก ของขวัญอะไรกัน เท่าที่เขาจำได้รู้สึกว่าจะไม่มีวันเกิดใครใกล้ๆแถวนี้เสียหน่อย..

                “เห็นกับตาตัวเองเลยจะเร็วกว่า” ฟุมิผายมือไปทางห้องด้านในแทนการเชื้อเชิญ เมื่อพยายามชะโงกหน้ามองจากตรงนี้ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นผล คงไม่มีทางเลือกนอกจากจะเข้าไปด้วยตนเองเท่านั้น

                “คงไม่ได้ทดลองอะไรแปลกๆอีกหรอกนะ..” ฮิบิกิพึมพำเบาๆกับตัวเอง นัยน์ตาสีฟ้าคู่สวยแอบลอบสังเกตุคนข้างกายเล็กน้อย เมื่อเห็นอีกฝ่ายยังคงนิ่งสนิทราวกับพื้นที่ข้างตัวเป็นธาตุอากาศก็อดรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกระลอก ถึงกับเมินกันเลยเรอะ!

                เด็กหนุ่มตัดสินใจเดินผ่านหน้าอีกฝ่ายไปทันที ถึงจะหวั่นใจกับท่าทีแปลกๆของศาตราจารย์สาวเมื่อครู่อยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไฟโทสะมันทำให้ลืมสิ้นไปเสียแล้ว ความคิดในหัวมีแค่เพียงอยากจะออกไปจากสถานการณ์น่าอึดอัดนี่โดยไว ต่อให้ฟุมิจะสร้างอะไรขึ้นมา เขาเชื่อว่าในโลกนี้มันคงไม่มีอะไรรับมือยากไปกว่ายามาโตะอีกแล้วล่ะน่า

                หากแต่กว่าเขาจะรู้ตัวว่าตนคิดผิดก็อีกหลายนาทีให้หลัง..

                ยามที่มือเรียวแง้มบานประตูเข้าไปด้วยจิตใจที่สั่นระรัวด้วยความรู้สึกหลายๆอย่างผสมปนเป สิ่งที่รอเขาอยู่ไม่ใช่เครื่องจักรทำลายล้าง ไม่ใช่ปีศาจอันร้ายกาจ ไม่ใช่อะไรเลยก็ตามที่เขาเตรียมใจมาเผชิญ แต่เป็นสิ่งที่ชั่วชีวิตหนึ่งของเขาไม่เคยแม้แต่จะจินตนาการถึง..

                ท่ามกลางห้องขนาดไม่กว้างมากนัก แสงสว่างอันไม่คุ้นเคยทำให้ตาพร่าไปชั่วขณะ มิอาจแน่ใจได้ว่าปกติแล้วเป็นเพราะความชอบส่วนตัวของเจ้าของห้องหรืออย่างไร แต่หาได้ยากนักที่ในพื้นที่ของฟุมิจะเปิดไฟสว่างเช่นนี้ ภายในห้องดูเป็นระเบียบเรียบร้อยราวกับเตรียมการเพื่ออะไรบางอย่าง สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขาได้ในแทบจะทันทีคือสิ่งที่ดูคล้ายกับเปลเด็กอ่อนที่ตั้งไว้กลางห้อง

                ราวกับบางสิ่งบางอย่างเรียกร้องให้เขาเร่งฝีเท้าก้าวเดินเข้าไป หากแต่วินาทีแรกที่เขาเห็นภาพตรงหน้าเต็มตา เขาไม่อาจหาถ้อยคำมาบรรยายได้เลยว่าตนเองรู้สึกอย่างไร

                ภายในเปลปรากฏร่างเล็กของเด็กน้อยซึ่งกำลังหลับสนิท รู้สึกได้ถึงความบอบบางและความใสซื่อบริสุทธิ์ราวกับเทวดาตัวน้อยซึ่งลงมาจุติยังโลกมนุษย์ งดงามเสียจนยากจะห้ามใจไม่ให้เอื้อมมือไปสัมผัส หากแต่อีกใจหนึ่งก็กลัวภาพซึ่งราวกับความฝันเบื้องหน้าจะแตกสลายไปเสีย

                เค้าโครงใบหน้าของเด็กน้อยช่างละม้ายคล้ายคลึงกับผู้บัญชาการสูงสุดของ JP’s ราวกับถอดแบบกันมา แม้กระทั่งสีผมก็ไม่มีผิดเพี้ยน สิ่งที่แตกต่างโดยสิ้นเชิงคือยามเมื่อร่างเล็กขยับตัวเล็กน้อยและเปิดเปลือกตาขึ้นช้าๆ นัยน์ตาสีฟ้ากระจ่างคู่สวยกลับไปเหมือนกับใครอีกคนเสียอย่างนั้น

                “อุ..อือ..” ถ้อยคำไม่มีความหมายถูกเปล่งออกมาเบาๆพร้อมกับมือเล็กที่ชูขึ้นเพื่อไขว่คว้าคนตรงหน้า ทำเอาเด็กหนุ่มถึงกับสะดุ้งสุดตัวแล้วหลุดจากภวังค์ทันที ความสับสนและความรู้สึกต่างๆนาๆประเดประดังเข้ามาจนพาลทำอะไรไม่ถูก หากแต่ยามสบเข้ากับแววตาเว้าวอนคู่นั้นแล้ว สุดท้ายก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาเสียก่อน

                ร่างเล็กซุกเข้าหาความอบอุ่นก่อนที่เตรียมตัวจะเข้าสู่ห้วงนิทราอีกครั้ง กลับกันฝ่ายที่เป็นคนอุ้มกลับร้อนรนจนแทบจะยืนไม่ติดที่ ในหัวเขาตอนนี้แทบจะเต็มไปด้วยเครื่องหมายคำพูดจนไม่รู้จะเริ่มตรงไหน จึงได้แต่อ้าปากค้างอยู่ท่าเดิม นี่มันเรื่องอะไรกันเนี่ย!

                “เป็นครอบครัวที่สมบูรณ์แบบยิ่งกว่าที่คิดไว้ซะอีกน้า”

                เสียงหนึ่งเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ เรียกนัยน์ตาสีฟ้าใสให้หันไปยังต้นเสียงทันที ศาตราจารย์สาวนามคันโนะ ฟุมิยืนพิงกำแพงอยู่ข้างประตูห้องด้วยสีหน้าพึงพอใจ ข้างกันนั้นมาโคโตะ ซาโกะก็กำลังมองมาทางเขาด้วยสีหน้ายากจะบรรยาย

                “นี่มันเรื่องอะไรกัน.. แล้วเด็กคนนี้..”

                “หืม? ก็ลูกของนายไง”

                ถึงจะเตรียมใจเอาไว้บ้างแล้ว แต่พอเห็นอีกฝ่ายตอบด้วยท่าทีราวกับกำลังพูดว่าวันนี้อากาศดีจังนะก็ทำเอาเขาแทบอยากจะยกมือขึ้นกุมขมับทันที “เรื่องนั้นมันจะเป็น...”

                “ก็แค่ถอดรหัสพันธุกรรมจากเซลล์ที่เก็บเอาไว้เป็นตัวอย่างตอนตรวจร่างกายปีที่แล้ว จากนั้นก็ใช้วิธีผสม...” ยังไม่ทันจะได้เอ่ยถามจนจบหญิงสาวก็ตอบขัดขึ้นมาเสียก่อนราวกับรู้อยู่ล่วงหน้า ประโยคราวกับภาษาต่างดาวดำเนินต่อไปราวห้านาทีจนอดคิดไม่ได้ว่าหากคนที่อยู่ตรงนี้เป็นไดจิไม่ใช่เขา เจ้าตัวคงบอกว่าจะรีบกลับบ้านไปเอาดิกชันนารีแล้วเป็นแน่แท้..

                “ถึงตามหลักการแพทย์ปัจจุบันจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ แต่ผลการทดลองตลอดหนึ่งปีของฉันก็ประสบความสำเร็จด้วยดีล่ะนะ”  หญิงสาวแย้มยิ้มกว้างจนนัยน์ตาเรียวเล็กโค้งเป็นรูปวงพระจันทร์ “หรือสรุปก็คือ เด็กคนนั้นคือลูกของนาย กับหัวหน้าไงล่ะ”

                ปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำเอาคนฟังเกือบสำลักน้ำ ไม่พูดเปล่ายังชี้มาที่เขา จากนั้นก็เลื่อนนิ้วไปด้านข้าง เมื่อเบนสายตามองตามที่อีกฝ่ายชี้มาแล้วก็ทำเอาคนมองแทบจะสะดุ้งโหยงอีกรอบ เมื่อเห็นว่าผู้ถูกพาดพิงอีกคนมายืนอยู่ข้างตัวตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่อาจทราบได้

                สายตาสบประสานกันเข้าโดยไม่ได้ตั้งใจ ยามเมื่อเห็นว่าสายตาคมคู่นั้นเป็นฝ่ายสบมองมาก่อน ประกอบกับคำพูดที่ฟังดูออกจะน่าอายอยู่หน่อยๆของฟุมิเมื่อครู่ก็ทำเอาร้อนวูบขึ้นมาบนใบหน้าอย่างไม่มีสาเหตุ จนเขาต้องเป็นฝ่ายหลบสายตาลงก่อนเสียแทน

                ฮิบิกิก้มลงมองเด็กน้อยในอ้อมกอดแทนการหลีกหนีจากสถานการณ์รอบตัว รู้สึกได้ว่ายามาโตะกำลังขยับร่างเข้ามาใกล้ขึ้นอีก หัวใจที่ควรจะสงบถึงกับเต้นรัวขึ้นมาอย่างหยุดไม่ได้ และราวกับเด็กน้อยจะรับรู้ถึงความร้อนรนของเขา เปลือกตาที่ควรจะปิดสนิทจึงลืมขึ้นอีกครั้งพลางสบมองตอบด้วยความงุนงง

                “นายจะก้มหน้าไปทำไม ฮิบิกิ” ถ้อยคำซึ่งฟังดูแข็งกร้าวหากแต่แฝงความอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์ของอีกฝ่ายทำให้เขาไม่มีทางเลือก เด็กหนุ่มเงยหน้าขึ้นช้าๆแม้จะยังคงเบนสายตาไปทางอื่น จึงไม่ได้รับรู้เลยแม้แต่น้อยว่าตอนนี้คนตรงหน้ากำลังมองเขาด้วยสายตาเช่นไร

                เด็กน้อยก็ราวกับจะรับรู้ถึงคนอีกคนที่เข้ามาใกล้ มือเล็กเอื้อมไปหาด้วยความอยากรู้อยากเห็น ซึ่งทำให้ฮิบิกิหันกลับมามองในแทบจะทันที เขาเองก็อยากรู้เช่นกันว่ายามาโตะจะมีปฏิกิริยาตอบสนองอย่างไร

                การกระทำของเด็กน้อยทำให้คนไม่เคยมีประสบการณ์ใกล้ชิดกับเด็กเล็กๆมาก่อนนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ นัยน์ตาสีม่วงฉายแววลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่พบเห็นได้ยากมากในชีวิตของโฮซึอิน ยามาโตะ มือใหญ่ยกขึ้นมาค้างไว้ราวกับไม่รู้จะตอบรับดีหรือไม่ หากแต่เมื่อเด็กน้อยเริ่มส่งเสียงเบาๆเป็นการเร่งเร้า เด็กหนุ่มก็ถอนหายใจเบาๆก่อนจะยื่นมือเข้าไปจับมือของเด็กน้อยเป็นตอบรับ

                เมื่อสมปรารถนาในสิ่งที่ต้องการ หนูน้อยจึงแย้มยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ รอยยิ้มที่ราวกับทำให้โลกทั้งใบสว่างไสว.. หากแต่สิ่งที่ทำให้เขาละสายตาจากภาพตรงหน้าไม่ได้ไม่ใช่มีเพียงแค่นั้น.. แต่เป็นสีหน้าขัดเขินของยามาโตะนั่นด้วยต่างหากเล่า

                ไม่อาจหาคำอื่นมาบรรยายได้นอกจาก มันน่ารักเกินไปแล้ว!

                “ยามาโตะ อยากลองอุ้มดูบ้างมั้ย?” อดไม่ได้ที่จะคลี่ยิ้มออกมาบ้าง รู้สึกได้เลยว่าบรรยากาศตึงเครียดระหว่างเขากับยามาโตะก่อนหน้านี้ดูจะผ่อนคลายลงชั่วขณะ

                “ไม่จำเป็น..” เสียงเรียกของเขาดูเหมือนจะทำให้อีกฝ่ายรู้ตัวว่ากำลังทำสีหน้าไม่สมเป็นตัวเองอยู่ จึงรีบเบือนหน้าหนีก่อนจะแสร้งทำเป็นเยือกเย็นตามเดิม แม้ว่ามันดูจะไม่ทันการเสียแล้วก็เถอะ

                แต่พอคนตรงหน้าทำท่าจะปล่อยมือ เด็กน้อยก็เริ่มส่งเสียงงอแงเป็นการประท้วงทันที

                ภาพเบื้องหน้าส่งผลให้ฮิบิกิเผลอหัวเราะออกมาอย่างอดไม่ได้ “ดูท่าทางเขาจะอยากให้นายเป็นคนอุ้มนะ” พูดพลางส่งเด็กน้อยในอ้อมกอดให้คนที่กำลังพึมพำเบาๆว่า ‘งั้นก็ช่วยไม่ได้’ แต่สีหน้าท่าทางกลับไม่ได้แสดงออกอย่างที่พูดเลยแม้แต่น้อย แววตาที่มักจะอ่านยากอยู่เสมอคู่นั้นฉายแววออกมาอย่างชัดเจนว่าเจ้าตัวก็ดีใจอยู่เหมือนกัน

                เด็กหนุ่มมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะชะงักไปเมื่อนึกขึ้นได้ว่าในห้องนี้ไม่ได้มีแค่พวกเขาสองคน แต่ยังมีสายตาอีกสองคู่ที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่อยู่ด้วย

                “ก..ก็พอเข้าใจสถานการณ์แล้วล่ะครับ ปัญหามันคือเรื่องต่อจากนี้” กระแอมเบาๆเพื่อปิดซ่อนความกระดากอายจากสิ่งที่เผลอทำลงไปโดยไม่ทันยั้งคิด เมื่อเห็นรอยยิ้ม‘เอ็นดู’จากหญิงสาวแล้วก็ยิ่งพาลรู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมา “ยามาโตะก็มีงานที่ต้องทำ ผมเองก็ไม่รู้วิธีเลี้ยงเด็กด้วย..”

                “อะไรกัน ไม่รู้หรอกเหรอ” ..ทำสีหน้าราวกับเรื่องแบบนี้เป็นเรื่องที่เด็กหนุ่มวัยนี้ควรรู้อยู่แล้วแบบนั้นมันหมายความว่ายังไงกัน

                “แหงสิครับ เรื่องแบบนี้มันเกินขอบเขตที่ผมจะจินตนาการได้ไปแล้ว” ฮิบิกิแทบจะเอามือกุมขมับกับท่าทีของฟุมิ ไม่เคยคิดเลยว่าหลังจากเหตุการณ์เหนือสามัญสำนึกของมนุษย์ในช่วงเจ็ดวันแห่งการล่มสลายครั้งนั้น ในโลกใบนี้ยังมีเรื่องที่เขาไม่เคยคาดคิดเกิดขึ้นมาได้อีก

                หากแต่ก่อนที่คนสองคนจะได้เปิดประเด็นถกเถียงกันไปมากกว่านี้ หญิงสาวผู้อยู่ร่วมห้องอีกคนหนึ่งก็ยกมือเสนอความคิดเห็นขึ้นมา แม้เจ้าตัวดูจะยังลังเล แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ก็ช่างราวกับเป็นเสียงสวรรค์โดยแท้

                “ฉันคิดว่า..พอจะมีคนที่น่าจะช่วยเรื่องนี้ได้อยู่นะ”




To be continue..

(Preview)
“หัวหน้าเองก็ไม่ได้กลับไปที่นั่นมาหลายปีแล้ว ถือโอกาสพาคุเสะไปซะเลยก็ดีเหมือนกันนี่นา”
"ตามฉันมาสิ ฮิบิกิ"
"ยามาโตะ..นายรู้สึกยังไงกับฉันกันแน่น่ะ"


 ------------------------------------------------------------------------------------- 


ไม่ได้เขียนฟิคมาซะนาน วันนี้มาปัดฝุ่นบล็อกพรีวิวฟิคจากแอนโธ Devil Survivor 2 The Anthology ~prequel to the sequel~ ค่ะ ลงงานแคปซูล 24 ตุลานี้ สำหรับฉบับเต็มรอติดตามต่อได้ในเล่มเลย เดี๋ยวรายละเอียดอย่างเป็นทางการจะมาลงให้อีกทีค่ะ
สำหรับพรีวิวจากท่านอื่นๆ สามารถติดตามได้จากบทความนี้ http://my.dek-d.com/desu2fangirl/writer/view.php?id=982833 ทยอยอัพเรื่อยๆตามความคืบหน้าของผู้จัดทำแต่ละคนนะคะ (ฮา)

แล้วพบกันในเล่มค่า >w<

Comment

Comment:

Tweet